WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 กลยุทธ์การลงทุน      
วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
คาดว่าทิศทางของ Fund Flow ยังไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยต่อ ทำให้ SET Index ขาดแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ส่งผลทำให้ Upside ถูกจำกัด กลยุทธ์หลักยังให้ปรับพอร์ตเข้ามาหุ้น Domestic Play โดยให้ความสำคัญกับเงินปันผลมากขึ้น ซึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับการพักเงินในช่วงนี้คือ Infrastructure Fund อย่าง DIF ส่วนหุ้นที่เลือกเป็น Top Picks ยังคงเป็น 2 บริษัทเดิมคือ FPT(FV@ B20.30) และ EASTW(FV@B 13.50)
       SET Index    1,609.79
        เปลี่ยนแปลง (จุด)    -17.12
        มูลค่าการซื้อขาย (ล้านบาท)    47,047
            
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … SET Index ทยอยปรับตัวลงตลอดวัน
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยทยอยปรับตัวลงตลอดวัน จนทำให้ปิดที่ระดับ 1609.79 จุด ลดลง 17.12 จุด (-1.05%) มูลค่าการซื้อขาย 4.70หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่กดดันตลาด คือ กลุ่มพลังงาน EA(-3.38%) PTT(-1.61%) PTTEP(-0.38%) TOP(-2.48%) กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC(-4.00%) IVL(-2.17%) กลุ่มอสังหาฯ CPN(-3.33%) LH(-0.93%) AMATA(-1.39%)   รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น SCC(-3.33%) DELTA(-6.43%) และ BBL(-1.24%)
 
สถานการณ์การเมืองไทยที่ดูเหมือนจะร้อนแรง แต่ก็เชื่อว่ายังเป็นภาวะปกติเมื่อเข้าใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index มากนัก ปัจจัยที่น่าจะมีผลมากกว่ายังคงเป็นปัจจัยในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากสงครามการค้าที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ผลสรุปรวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ และเมื่อนนำมาพิจารณารวมกับการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศสำคัญในโลกที่ผ่อนคลาย โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำหรืออาจปรับลดลง ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ SET Index ยังขาดแรงขับเคลื่อนจากเม็ดเงินลงทุนใหม่ พอร์ตการลงทุนในช่วงเวลานี้ จะถูกปรับให้อยู่ใน Theme ที่เป็น Domestic Play และให้ความสำคัญกับเงินปันผลมากขึ้น โดยวันนี้แนะนำให้สลับหุ้น KBANK เป็น BBL ซึ่งให้ Dividend Yield สูงกว่า ด้วยน้ำหนัก 10% เท่ากัน และให้ขายทำกำไรในหุ้น INTUCH ซึ่งราคาปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว และสลับไปในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน DIF ซึ่งให้ Dividend Yield มากกว่า 6% ต่อปี และเป็นกองฯ ประเภท Freehold
 
สหรัฐยังคงเดินหน้าทำ Tech war กับจีน
ตลาดหุ้นโลกยังคงกังวลจากประเด็นสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่กลับมาปะทุและยังหาข้อสรุปไม่ได้  นอกเหนือจากที่สหรัฐต้องการลดการขาดดุลการค้ากับจีนแล้ว (ปี 2561 เฉพาะจีนคิด 47.6%ของยอดขาดดุลทั้งหมด 8.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) คือ ความกังวลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนรวดเร็ว    ทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐกลับมาเปิดศึกกีดกันการค้ากับจีนที่ไม่ใช่ภาษี(Non tariff)  คือ ประกาศห้ามบริษัทในสหรัฐซื้อขายสินค้าและบริการกับบริษัทที่มีสัญชาติจีน เริ่มตั้งแต่ Huawei (ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมอันดับ 1 ของโลกสัญชาติจีน)  แม้ล่าสุด สหรัฐขยายระยะเวลาออกให้  90 วัน หรือถึงวันที่ 19 ส.ค. 2562  ตามมาด้วย บริษัท DJI ผู้ผลิตและพัฒนาโดรนสัญชาติจีน  และบริษัท Hikvision ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้องวงจรปิด และล่าสุด วานนี้กำลังพิจารณาบริษัท Megvii (บริษัทพัฒนาระบบ AI และเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า), iFlytek (บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์แยกแยะเสียงพูด), Meiya Pico (บริษัทด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล) เชื่อว่าจะมีการทยอยประกาศรายชื่อบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยีของจีนตามมา ทำให้แนะนำหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และตัวแทนขายมือถือออกไปก่อน 
ทั้งนี้เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้าส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและจีน จึงคาดว่าทั้งสองประเทศน่าจะหันกลับเข้ามาเจรจากันในที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่อาจรุนแรงขึ้น โดยจุดเวลาที่สำคัญที่ถูกคาดหมายว่าจะเห็นความคืบหน้าของการเจรจาคือการประชุม G20 ในวันที่ 28-29 มิ.ย.2562
 
ราคาน้ำมันปรับฐาน จากความกังวลสงครามการค้า 
ราคาน้ำมันดิบโลกวานนี้ปรับตัวลดลงราว 5.7% ถูกกดดันจากความกังวลฝั่ง Demad อาจจะลดลงจากสหรัฐและจีนผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก หลังจากทั้ง 2 ประเทศเดินหน้าทำสงครามการค้าและมีแนวโน้มยืดเยื้อ และตอกย้ำจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ล่าสุด ที่ชะลอตัว คือ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐเดือน พ.ค. ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่ระดับ 50.6 จุด  และฝั่งการบริโภคคือ ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. หดตัว 6.9% อยู่ที่  6.73 แสนหลัง 
อย่างไรก็ตามฝั่ง Supply น้ำมันที่จะหายไปจากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการควบคุมกำลังการผลิตที่ยังเป็นไปตามแผน ล่าสุด เดือน เม.ย. กำลังการผลิตกลุ่ม OPEC อยู่ที่ 30.3 ล้านบาร์เรล/วัน  ยังเป็นไปตามข้อตกลงข้อตกลง OPEC และ Non OPEC  ทำสัญญาล่าสุด ธ.ค. 2561 จะตัดลดการผลิตถึงกลางปี 2562 ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน)  และคาดว่าจะยืดระยะเวลาในควบคุมการผลิตน้ำมันต่อไป จากเดิมที่กำหนดไว้กลางปี 2562 เป็นสิ้นปี 2562 ซึ่งให้น้ำหนักการประชุม OPEC วันที่ 25-26 มิ.ย. 2562 ที่กรุงเวียนนา 
 
โดยรวมราคาน้ำมันดูไบ ล่าสุด อยู่ที่ 63.82 เหรียญต่อบาร์เรล (เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 65 เหรียญ) ใกล้เคียงกับสมมติฐาน ASPS ที่กำหนดไว้ 65 เหรียญ ในปี 2562 และ 70 เหรียญฯนับจากปี 2563 เป็นต้นไป จึงยังแนะนำชะลอการลงทุนในหุ้นน้ำมันไปก่อน   PTTEP(FV@B178) และ PTT(FV@B56)
 
ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคติดต่อกัน 12 วันและสลับมาขายไทย
วานนี้ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 12 อีก 440 ล้านเหรียญ โดยกลับมาขายสุทธิ 5 ประเทศเช่นเดิม เริ่มจากไต้หวันถูกขายสุทธิ 351 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 12) ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 37 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 1 วัน) ,ฟิลิปปินส์ 3 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 14) ,เกาหลีใต้ 0.3 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 2) และไทยที่ต่างชาติสลับมาขายสุทธิเป็นวันแรก 47 ล้านเหรียญ หรือ 1.5 พันล้านบาท (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 2 วัน)  อีกทั้งยังมีการ Short สุทธิสัญญา SET 50 Futures สูงถึง 1.2 หมื่นสัญญา สวนทางกับสถาบันที่ซื้อสุทธิ 864 ล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 2)
ข้อมูลแสดงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกรายเดือนของแต่ละประเทศในภูมิภาค
 
หุ้นปันผลสูง กองทุนอสังหาฯ ทางเลือกลำดับต้นๆ ทดแทนกองทุนตราสารหนี้
ประเด็นเก็บภาษีในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยของกองทุนรวมทุกชนิด (จากเงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตั๋วเงิน) มีผลบังคับใช้ 90 วัน หลังผ่านพระราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 พ.ค. 62 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความเสมอภาคระหว่างผู้ลงทุนผ่านตราสารโดยตรงกับผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ยังคงมีข้อยกเว้น ไม่เรียกเก็บภาษีจากกองทุน RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยฝ่ายวิจัยได้ศึกษาถึงผลกระทบ ทั้งในส่วนของขนาดเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมที่มีการจ่ายดอกเบี้ย รวมถึงผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนจากประเด็นดังกล่าว
 
เริ่มต้นฝ่ายวิจัยทำการศึกษาจากเงินลงทุนจากกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทย ณ สิ้นปี 2561 พบว่า มีกองทุนรวมที่ถูกบริหารจาก บลจ.ทั้งหมด 1649 กองทุน และมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมสูงถึง 5.06 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนหลักๆ อยู่ในกองทุนตราสารหนี้มากสุด โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ที่จะถูกเรียกเก็บภาษีมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่ากว่า 2.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15.2% ของ GDP ประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินที่มีจำนวนมาก บวกกับผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ที่ลดลงจากการเก็บภาษี จะจูงใจให้นักลงทุนมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปหาสินทรัพย์อื่นที่สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะหุ้นปันผลสูง, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ
 
สะท้อนได้จากประเด็นครม.แก้กฎหมายจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยของกองทุนรวม มีมาตั้งแต่ปี 2561 ผนวกกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ กดดันให้นักลงทุนเริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ลงมาถึง 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2560 และมีการย้ายเม็ดเงินดังกล่าวมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่าง กองทุนรวมหุ้น (มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้น 4.4%) และกองทุนอสังหาฯ (มีสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 36.8%) เป็นต้น หนุนทำให้หุ้นในกลุ่ม PF&REIT ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2561 กว่า 7% (SET ลดลง 10.8%) และในปีนี้หุ้นในกลุ่ม PF&REIT ยัง Outperform ตลาดฯต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก 11.1% (SET เพิ่มขึ้นเพียง 2.9%)
 
นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ที่ลดลง ช่วยหนุนให้ Earning Yield Gap. ตลาดหุ้นกว้างขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 4.48% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.28% ตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสถูกโอนถ่ายจากตลาดตราสารหนี้มายังตลาดหุ้นต่อเนื่อง
 
ประเด็นที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ส่งผลดีต่อหุ้นปันผลสูง, กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ และยังเหมาะสมกับการลงทุนในช่วงที่ตลาดเผชิญกับสาระพัดปัจจัยกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยฝ่ายวิจัยฯ คัดเลือกสินทรัพย์หรือหุ้นที่น่าสนใจลงทุนดังนี้
1.กองทุนอสังหาฯ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีสภาพคล่อง และมี Dividend Yield สูง รวมถึงมี Market Cap ขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การลงทุน
 
2. หุ้น Domestic ผันผวนน้อย ปันผลสูง 
สำหรับหุ้นในธีมนี้ชอบ BBL(FV@B227) เป็นหุ้นที่มี Dividend Yield 4% ต่อปี สูงสุดในกลุ่ม ธ.พ. ขนาดใหญ่ ผันผวนต่ำ และกองทุนรวมโครสร้างพื้นฐาน DIF ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีในช่วง 10 ปีแรกของโครงการ โดยคาดหวัง Dividend Yield ได้สูงถึง 6.5% ต่อปี   
 
ภรณี ทองเย็น, CISA 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
 โยธิน ภูคงนิล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ